ผู้เขียน: admin

  • 🇮🇸 แจกแพลนขับรถเที่ยวไอซ์แลนด์ 9 วัน 8 คืน (ที่พักที่เที่ยวครบ)

    🇮🇸 แจกแพลนขับรถเที่ยวไอซ์แลนด์ 9 วัน 8 คืน (ที่พักที่เที่ยวครบ)

    🇮🇸 แจกแพลนขับรถเที่ยวไอซ์แลนด์ 9 วัน 8 คืน

    🗓️ Day 01 : เดินทางถึงรคยาวิก (Reykjavík)

    ถ้ามาถึงไฟลท์เช้าหรือบ่าย สามารถเดินเล่นเที่ยวในตัวเมืองได้เลย วันถัดไปค่อยเริ่มเดินทางออกนอกเมืองค่ะ

    • 📍 ที่เที่ยวไฮไลท์:
    • 🏨 ที่พักแนะนำ:
      • สไตล์เกสต์เฮ้าส์: Refurinn Guesthouse (อบอุ่นเหมือนบ้าน)
      • สไตล์โรงแรม: 201 Hotel / Hótel Ísland Comfort / Hótel Ísland Spa & Wellness

    🗓️ Day 02 : เรคยาวิก ➡️ กรุนดาฟอส (Grundarfoss) | 🚗 ระยะทาง 243 km

    ระหว่างทางไปคาบสมุทรสไนแฟลส์เนสมีจุดให้แวะเยอะมาก หากถึงที่พักเร็วแวะเก็บ Kirkjufell ก่อนได้เลย และดึก ๆ ถ้าฟ้าเปิดอย่าลืมออกไปล่าแสงเหนือกันนะคะ

    • 📍 ที่เที่ยวระหว่างทาง:
    • 🏨 ที่พักแนะนำ: Kirkjufell Guesthouse (ทำเลดี ใกล้ภูเขาหมวกแม่มด)

    🗓️ Day 03 : กรุนดาฟอส ➡️ ไกเซอร์ (Geysir) | 🚗 ระยะทาง 326 km

    วันนี้เดินทางไกลหน่อยเพื่อเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle วิวข้างทางจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทั้งทุ่งมอสและทุ่งลาวา (⚠️ เส้นนี้บางช่วงจำกัดความเร็ว 30-50 km/ชม. เผื่อเวลากันดี ๆ นะคะ)

    • 📍 ที่เที่ยวไฮไลท์:
    • 🏨 ที่พักแนะนำ: Heidi Guesthouse

    🗓️ Day 04 : ไกเซอร์ ➡️ แถวน้ำตกเซลยาแลนส์ฟอสส์ | 🚗 ระยะทาง 160 km

    วันนี้เที่ยวแบบเต็มอิ่ม ไม่เร่งรีบ เก็บไฮไลท์เด็ดของ Golden Circle และเริ่มลงใต้

    • 📍 ที่เที่ยวไฮไลท์:
    • 🏨 ที่พักแนะนำ: Hellisholar Cottages (บ้านเป็นหลังส่วนตัว ใกล้เซลยาแลนส์ฟอสส์)

    🗓️ Day 05 : แถวน้ำตกเซลยาแลนส์ฟอสส์ ➡️ เมืองวิก (Vík) | 🚗 ระยะทาง 160 km

    เริ่มเข้าสู่เส้นทาง Ring Road (ถนนหมายเลข 1) มุ่งหน้าสู่ทางใต้ จุดท่องเที่ยวบางจุดสามารถเก็บตกขากลับได้เพื่อจะได้เข้าที่พักไวขึ้นค่ะ

    • 📍 ที่เที่ยวไฮไลท์:
    • 🏨 ที่พักแนะนำ: Efri-Vík Bungalows

    🗓️ Day 06 : เมืองวิก ➡️ เฮิฟน์ (Höfn) | 🚗 ระยะทาง 208 km

    เดินทางสู่ดินแดนแห่งน้ำแข็งอันยิ่งใหญ่ ไฮไลท์ของวันนี้คือการชมกลาเซียร์

    🗓️ Day 07 : เฮิฟน์ ➡️ เมืองวิก (พักก่อนถึงวิก) | 🚗 ระยะทาง 208 km

    ช่วงเช้าเก็บแสงสวย ๆ ที่ภูเขาเงาสะท้อน แล้วค่อย ๆ ขับรถย้อนกลับลงมาทางใต้

    🗓️ Day 08 : เมืองวิก ➡️ เรคยาวิก | 🚗 ระยะทาง 277 km

    ขับรถกลับสู่เมืองหลวง แวะช้อปปิ้งของฝากและเก็บตกสถานที่ท่องเที่ยวที่เหลือ

    • 📍 ที่เที่ยวไฮไลท์:
    • 🏨 ที่พักแนะนำ:
      • หากไฟลท์บินเช้าวันรุ่งขึ้น: แนะนำพักใกล้สนามบินที่ Konvin Hotel 🛫
      • หากไฟลท์บินบ่ายหรือเย็นวันรุ่งขึ้น: พักในเมือง Hótel Ísland Comfort หรือ Hótel Ísland Spa & Wellness เพื่อเดินเล่นเก็บตกในเมืองหลวงค่ะ

    🗓️ Day 09 : เรคยาวิก ➡️ สนามบินเคฟลาวิก (KEF) ➡️ กรุงเทพฯ (BKK)

    • 🚗 ขับรถคืนรถเช่าที่สนามบิน เตรียมตัวเช็คอิน เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจค่ะ ✈️🇹🇭

    หวังว่ารีวิวและไกด์ไลน์นี้จะเป็นประโยชน์นะคะ ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุกและเจอแสงเหนือสวย ๆ กันทุกคนเลยค่ะ! 🌌💚

    การแต่งตัวที่ไอซ์แลนด์

    สรุปไอเดียการแต่งกายเที่ยวไอซ์แลนด์ให้ “ประหยัดและเอาอยู่” (เน้นความอบอุ่น กันลม และกันฝนเป็นหลัก) โดยแบ่งออกเป็นส่วนๆ จัดกระเป๋าตามได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ 🧥❄️

    🧥 1. เสื้อ

    • ลองจอน / อินเนอร์ชั้นใน: เสื้อฮีทเทค (แนะนำรุ่น Extra Warm) เพื่อกักเก็บความอบอุ่นให้ร่างกาย
    • เสื้อชั้นกลาง (Mid Layer): เสื้อดาวน์ไลท์ (Down Jacket) หรือเสื้อกันหนาวขนเป็ด ช่วยเพิ่มความอบอุ่นแบบไม่หนาเทอะทะ
    • เสื้อตัวนอก (Outer Shell): เสื้อกันลม กันฝน และกันหนาว (สไตล์ Outdoor) เลือกแบบที่มีน้ำหนักเบาแต่กันสภาพอากาศแปรปรวนได้ดี

    👖 2. กางเกง

    • ลองจอนชั้นใน: กางเกงฮีทเทค (แนะนำรุ่น Extra Warm) ใส่แนบเนื้อไว้ชั้นแรก
    • กางเกงตัวนอก: กางเกงกันน้ำและกันลม มีคุณสมบัติเบาสบายและแห้งไวสุดๆ (เหมาะกับสภาพอากาศไอซ์แลนด์ที่มีละอองน้ำจากน้ำตกและฝนปรอยตลอดเวลา)
    • 💡 Option เสริม: หากเป็นคนขี้หนาวมาก หรือไปช่วงที่อากาศหนาวจัด สามารถเพิ่มเลกกิ้งหรือกางเกงลองจอนแบบบางแนบเนื้อซ้อนเข้าไปอีกชั้นได้ค่ะ

    🥾 3. รองเท้าและอื่นๆ

    • รองเท้า: รองเท้าบูทกันน้ำ กันหิมะ (Waterproof) เลือกแบบที่สวมใส่สบาย เดินลุยได้ยาวๆ และน้ำหนักเบา
    • หมวก: หมวกไหมพรมสำหรับกันลมหนาวและเพิ่มความอบอุ่นให้ศีรษะและใบหู
    • ถุงมือ: ถุงมือกันน้ำและกันลมหนาว แนะนำให้เลือกแบบที่สามารถทัชสกรีนหน้าจอโทรศัพท์ได้ (Touchscreen Gloves) เพื่อความสะดวกในการกดถ่ายรูปหรือเช็คแผนที่โดยไม่ต้องถอดถุงมือเข้าออกให้มือเย็นค่ะ 

    📌 หัวใจสำคัญของการแต่งตัวเที่ยวไอซ์แลนด์: > ต้องแต่งกายแบบเป็นชั้นๆ (Layering System) เพื่อให้สามารถถอดออกหรือใส่เพิ่มได้ง่ายตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงตลอดวัน และสิ่งสำคัญที่สุดคือเสื้อผ้าและรองเท้า “ต้องกันลมและกันน้ำ” ค่ะ

    การเช่ารถที่ไอซ์แลนด์

    รถเก๋ง / รถเล็ก 2WD: เหมาะสำหรับทริปหน้าร้อน (มิ.ย. – ส.ค.) วิ่งบนถนนลาดยางสายหลัก ประหยัด คล่องตัว แต่ห้ามเข้าถนน F-Road (ทางขึ้นเขา) เด็ดขาด

    รถ SUV ขนาดเล็ก / 4×4: เหมาะสำหรับทริปหน้าหนาวหรือช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู (ต.ค. – เม.ย.) รถสูง เกาะถนนดี ปลอดภัยเมื่อเจอหิมะหรือสภาพอากาศแปรปรวน จูสัมภาระได้เยอะ

    รถ 4×4 ขนาดใหญ่ (High Clearance): เหมาะสำหรับสายลุยที่ต้องการเข้าเขต Highlands หรือวิ่งเส้นทาง F-Roads ในช่วงหน้าร้อน (กฎหมายบังคับต้องใช้รถ 4×4 เท่านั้น)

    บริษัทเช่ารถที่ไอซ์แลนด์มีให้เลือกเยอะมาก ค่าเช่าขึ้นอยู่กับรุ่นรถและฤดูกาล สามารถเข้าเช็คราคาเองได้เลยค่ะ แต่จากประสบการณ์จริงที่นัทเคยใช้บริการแล้วประทับใจ รถดี ใหม่ ได้มาตรฐาน จะมี Blue Car Rental, Hertz และ Sixt ค่ะ

    ควรซื้อประกันแบบครอบคลุม (Excess 0): ถนนไอซ์แลนด์เศษกรวดหินเยอะมาก ประกันแบบนี้จะช่วยเซฟเราได้ดีที่สุด ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกหากกระจกร้าวหรือรถเป็นรอยค่ะ

    ควรซื้อ Roadside Assistance: ประกันช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน เวลารถมีปัญหา ยางแตก สตาร์ทไม่ติด จะมีเจ้าหน้าที่คอยสแตนบายดูแลเปลี่ยนซ่อมให้ตลอด 24 ชั่วโมง

    สภาพถนน: ถนนที่ไอซ์แลนด์ค่อนข้างเล็ก (ส่วนใหญ่เป็นเลนสวน) แต่ขับสบาย รถไม่หนาแน่น แค่ต้องขับด้วยความระมัดระวังและปฏิบัติตามป้ายจำกัดความเร็วอย่างเคร่งครัดนะคะ

    สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติส่วนมาก “ไม่เสียค่าเข้าชม” นะคะ

    แต่หลายๆ จุดต้องเสียค่าจอดรถแทน ซึ่งสะดวกมาก สามารถเดินไปสแกนจ่ายที่ป้ายของจุดจอดรถ หรือจะใช้แอป EasyPark ตัดผ่านบัตรเครดิตได้เลยค่ะ

    📢 สนใจทริปไพรเวทไอซ์แลนด์ (Private Group)

    หากคุณกำลังมองหาทริปเที่ยวไอซ์แลนด์แบบเป็นส่วนตัว ดูแลกันเองแบบอบอุ่น ไม่ต้องกังวลเรื่องการวางแผน ขับรถ หรือจองที่พัก ให้ FlyJoy Travel ดูแลจัดทริปให้ได้เลยค่ะ

    • 👥 ขนาดกลุ่ม: กลุ่มเล็ก 2 – 4 คน (เที่ยวสนุก เป็นกันเอง)
    • 💰 ราคาเริ่มต้น: 69,900 บาท / คน

    #flyjoytravel #Somewhere_Journey #Iceland #Private #tour #Aurora #travel #Budget

    Loading

  • เที่ยวไอซ์แลนด์พักที่ไหนดี?

    เรคยาวิก

    Grundarfjörður

    แถวน้ำตกกุลฟอส

    แถวเมือง Vik

    ระหว่างเมือง Vik และ Hofn

    Loading

  • แต่งตัวไปไอซ์แลนด์ ล่าแสงเหนือ เดินธารน้ำแข็ง ใส่แบบไหนอุ่นชัวร์?

    📌 สวัสดีค่ะ 🗺️✨ ใครกำลังมีแพลนไปล่าแสงเหนือ 🌌 เดินลุยธารน้ำแข็ง 🧊 หรือเช็กอินดินแดนในฝันอย่าง ไอซ์แลนด์” วันนี้แอดมินมีไอเดียการแต่งตัว ที่รับรองว่า กันลม กันน้ำ อุ่น” มาฝากกันค่ะ 📸👇

    ❄️ การไปเที่ยวประเทศที่อากาศแปรปรวนแบบไอซ์แลนด์ กฎเหล็กข้อเดียวที่คุณต้องรู้เลยคือ การแต่งตัวแบบเป็นชั้น ๆ ห้ามใส่เสื้อหนา ๆ หนักๆ ขนปุยๆ เตัวเดียวเด็ดขาดเลยค่ะ! 🙅‍♀️ เพราะเราคาดเดาสภาพอากาศไม่ได้เลย ดังนั้นการแยกชิ้นจัดเซตคือคำตอบที่ดีที่สุดค่ะ เรามาดูกันเลยยย 💖

    🧥 [ เสื้อ 3 ชิ้นหลักที่ต้องมี ]

    #IcelandTrip #แต่งตัวไปต่างประเทศ #เที่ยวไอซ์แลนด์ #รีวิวแต่งตัว #ล่าแสงเหนือ #SomeWhere_Journey #Flyjoytravel #Iceland

    • ชิ้นที่ 1: เสื้อตัวนอก แนะนำดีไซน์แบบมีฮู้ดในตัว 🌧️ เนื้อผ้าต้องเลือกที่มีคุณสมบัติกันน้ำ (Waterproof) และกันลม (Windproof) เนื้อผิวเรียบ ไม่มีขน เพื่อป้องกันละอองน้ำจากน้ำตกและหิมะเกาะตัวเสื้อค่ะ (ใครชอบโทนสีสด ๆ ถ่ายรูปฉลุย แนะนำให้เลือกสีสดตามใจชอบเลยค่ะ จะได้ถ่ายภาพสวยๆ แต่สำคัญที่สุดคือต้องเบาด้วยนะคะ! 🎈)
    • 🔥 ชิ้นที่ 2: เสื้อตัวกลาง (Mid Layer กักเก็บความอบอุ่น) เลือกเป็นเสื้อแจ็คเก็ตบุนวม ใยสังเคราะห์ ขนเป็ด หรือขนห่าน เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายค่ะ ช่วงไหนที่ไม่มีฝนไม่มีลม สามารถใส่ตัวนี้ตัวเดียวเดินเที่ยวได้สบาย ๆ เลย 💨 โดยจะเลือกเป็น Down Jacket หรือ Puffer Jacket ก็ได้น้า:
      • 🦢 Down Jacket: คือเสื้อแจ็คเก็ตที่ยัดไส้ข้างในด้วย ขนปุยอกสัตว์ปีก (Down)” ผสมกับ ขนอ่อนส่วนปีก (Feather)” เน้นเรื่องความอบอุ่นขั้นสุด ยิ่งสัดส่วนของ Down สูง (เช่น Down 90% / Feather 10%) เสื้อจะยิ่งอุ่นและฟูเบาค่ะ
      • 🍞 Puffer Jacket: เสื้อทรงปล้อง ๆ อ้วน ๆ เหมือนขนมปัง เสื้อพัฟเฟอร์บางตัวอาจจะยัดไส้ด้วยใยสังเคราะห์ (Polyester) ไม่จำเป็นต้องเป็นขนสัตว์เสมอไป แต่ถ้าตัวไหนยัดไส้ด้วยขนสัตว์แท้ ก็จะเรียกว่าเป็น Down Jacket ได้เหมือนกันค่ะ
    • 🖤 ชิ้นที่ 3: เสื้อตัวในสุด เลือกเป็นเสื้อฮีทเทค (Heattech) เนื้อผ้าแนบเนื้อและระบายอากาศได้ดี ชิ้นนี้สำคัญมากในการซับเหงื่อและทำให้ร่างกายของเราอบอุ่นตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มออกเดินทางเลยค่ะ 🚶‍♀️🌡️

    👖 [ กางเกง 3 ชิ้นหลักที่ต้องมี ]

    • 🌧️ ชิ้นที่ 1: กางเกงตัวนอก (Outdoor Pants) เน้นคุณสมบัติกันน้ำ (Waterproof) และกันลม (Windproof) เนื้อผ้าเบาสบายและแห้งไว เผื่อเจอละอองฝนละอองน้ำตกจะได้ไม่เปียกชื้นค่ะ
    • 🧸 ชิ้นที่ 2: กางเกงตัวเก่ง (สวมทับเพื่อความอุ่น) เลือกตัวที่เน้นกันหนาว ให้ความอบอุ่นตามความชอบได้เลยค่ะ (แต่ถ้าวันไหนอากาศไม่ได้หนาวจัดมาก สามารถข้ามชิ้นนี้ แล้วสวมแค่ชิ้นที่ 1 ทับชิ้นที่ 3 ก็เอาอยู่แล้วค่ะ) 😊
    • 🧦 ชิ้นที่ 3: กางเกงตัวในสุด (ฮีทเทค) เลือกเป็นกางเกงลองจอห์น หรือกางเกงฮีทเทค (Heattech) เนื้อผ้าแนบเนื้อ ระบายอากาศได้ดี ช่วยซับเหงื่อและบล็อกความอบอุ่นให้อยู่กับตัวเราตลอดวัน

    🎒 [ ไอเทมเสริม…ห้ามขาดเด็ดขาด! ]

    • 🧣 หมวกไหมพรม: ปิดหูให้อุ่น หัวไม่เย็น
    • 🧤 ถุงมือกันน้ำ: สำคัญมากเวลาเดินลุยหิมะหรือเกาะราวบันไดตามน้ำตก
    • 🥾 รองเท้าบู้ทเทรคกิ้ง (Trekking Boots): เลือกแบบที่เบาสบาย ให้ความอบอุ่น และที่สำคัญต้องกันน้ำ มีดอกยางลึกกันลื่นด้วยนะคะ

    เตรียมตัวพร้อมแบบนี้ รับรองว่าเที่ยวสนุก ไม่กลัวหนาวแน่นอนค่ะ! 🇮🇸✨

    Loading

  • Dolomite Italy :Alpe di Siusi

    ✨ สวรรค์ของคนรักธรรมชาติ ที่สวยงามทุกฤดูกาล

    🌿 Alpe di Siusi (อัลเป ดิ ซิอูซี)
    ทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่สวยงามราวภาพวาด ใจกลางเทือกเขาโดโลไมต์

     

    📍ที่ตั้ง : Dolomites UNESCO World Heritage Site

    Alpe di Siusi ตั้งอยู่ในแคว้น South Tyrol ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี โอบล้อมด้วยเทือกเขา Dolomites ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO

    📍พิกัด :https://maps.app.goo.gl/tX7rfcma9ZL7UNd17

    ⭐ ความสำคัญ
    ที่นี่ถือเป็น ทุ่งหญ้าอัลไพน์บนที่สูงที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีชื่อเสียงด้านทัศนียภาพธรรมชาติอันงดงาม ทั้งทุ่งหญ้าสีเขียว ดอกไม้ป่า และฉากหลังเป็นภูเขาหินปูนอันโดดเด่น เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเดินเขา ปั่นจักรยาน และสกีในฤดูหนาว

     

    📐 ขนาดและความสูง

     

      • พื้นที่ประมาณ 56 ตารางกิโลเมตร

      • ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,680 – 2,350 เมตร

    📜 ประวัติคร่าว ๆ
    Alpe di Siusi ถูกใช้เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่สมัยโบราณโดยชุมชนท้องถิ่น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมภูเขาแอลป์ ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมควบคู่กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    🚗 การเดินทางจาก Ortisei → Alpe di Siusi

    🔹 ขึ้นกระเช้าที่สถานี Seilbahnen St.Ulrich – Seiser Alm

    • สถานีอยู่ทางฝั่งตะวันออกของ Ortisei เดินไม่ไกลจากใจกลางเมือง

    📍พิกัด จุดขึ้นกระเช้า : https://maps.app.goo.gl/QosocPwrwktBbco97

    —————————————-

     

      • รวมภาพ คลิก

  • Dolomites – Italy Private Road Trip

    เที่ยวโดโลไมท์แบบกรุ๊ปส่วนตัว วิวสวยระดับโลก

    ✨ เที่ยวสบาย เป็นส่วนตัว ไม่ต้องรวมกรุ๊ป ✨

    🚗 Road Trip 5 คืน 6 วัน (ไม่รวมวันบิน)

    🌄 เที่ยวชิล ๆ ถ่ายรูปสวยทุกวัน

    👨‍👩‍👧‍👦เหมาะสำหรับคู่รัก กลุ่มเพื่อน ครอบครัว /

    (สามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง )

    💰 อัตราค่าบริการ

    👨‍👩‍👧‍👦 4 คน ( 78,000 บาท /ท่าน : พัก 2 คน/ห้อง)

    👨‍👩‍👧 3 คน ( 86,000 บาท /ท่าน : พัก 3 คน/ห้อง)

    👫 2 คน ( 111,000 บาท /ท่าน : พัก 2 คน/ห้อง)

    ✅ แพ็กเกจนี้รวม

    ✔️รถพร้อมน้ำมันตลอดทริป

    ✔️Tour Leader ดูแลตลอดการเดินทาง

    ✔️อาหารเช้า

    ✔️ค่าขึ้นเขา Seceda

    ✔️ประกันอุบัติเหตุวงเงิน 1.5 ล้าน บาท

    ✔️เตรียมเอกสารยื่นวีซ่าฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

    ❎ ไม่รวม

    ❌ตั๋วเครื่องบิน (ประมาณ 23,000- 35,000 บาท)

    ❌ อาหารเที่ยง / อาหารเย็น/

    ❌รายการอื่นๆ นอกเหนือจากโปรแกรม

    ❌ค่าวีซ่า (ประมาณ 3,000 -4,000 บาท)
    ✔️ เหมาะสำหรับคู่รัก กลุ่มเพื่อน ครอบครัว

    Loading

  • เที่ยวบูดาเปสต์ 3 คืน 3 วัน

    ทริปนี้มีเวลา 2 วันครึ่ง ในการสำรวจเมือง Budapest ประเทศฮังการี ด้วยภาพจำสมัยที่ยังแบกขาตั้งกล้องถ่ายภาพรอแสงเช้าแสงเย็น จำได้ว่าเป็นเมืองที่มีตึกสวย ๆ ตั้งอยู่ริมน้ำ และสะพานพร้อมแสง ยามค่ำคืน ทำให้ตั้ง Budapest ไว้เป็นหนึ่งในลิสต์ของตัวเองที่อยากจะเดินทางมาเห็นซักครั้ง หลายปีผ่านไป ตอนนี้เลิกแบกขาตั้งกล้องหนัก ๆ และเลิกสะพายกล้องตัวโตแล้ว คงเหลือไว้เพียงมิลเลอเลสตัวเล็ก กับมือถือ เท่านั้นเอง แต่ แต่ แต่ครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่เจอตั๋วถูกแสนถูก ไป-กลับ มิลาน-ฮังการี พร้อมน้ำหนักกระเป๋า เพียง 3,620 บาท เท่านั้น จึงได้เวลาไปตามหาแสงสวยๆ ของภาพจำเมื่อหลายปีก่อน

    ทริปนี้นอกจากจองตั๋วกับที่พักแล้วก็ไม่ได้แพลนหรือวางแผนอะไรล่วงหน้าเลย มาค้นหาวิธีเข้าเมืองกับจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่สนามบินมิลานก่อนบินไปเมือง Budapest นั้นเอง หลังจากส่งสมาชิก Road trip Dolomite ขึ้นเครื่อง ก็นั่งดูข้อมูลการเดินทางต่าง ๆ ของBudapest ในระหว่างรอขึ้นเครื่อง
    เนื่องจากมาถึงสนามบินมิลานตั้งแต่ 11 โมงเช้า แต่ไฟลท์บินไปบูดาเปสต์ ออก 21.45 น. ทำให้มีเวลาค่อนข้างมากในการหาข้อมูล เป้าหมายไม่มีอะไรมากคือเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ไม่รีบเร่งและ ต้องเหนื่อยมากนัก
    หลังจากนั่งแพลน ระหว่างรอที่สนามบินก็ได้โปรแกรมคร่าว ๆ และเริ่มต้นเดินทาง….

    DAY 1 : ถึงสนามบิน Badapest 23.25 น. รับกระเป๋าเดินออกจากประตูจะเห็นป้าย รถ นั่งรถเข้าเมือง (รถสาย 100 E  BKK busz ลงป้ายแรก แล้วเดินต่อไปยังที่พักประมาณ 600 เมตร ) เราพักที่ Maverick Central Market ทั้ง 3 คืน ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวในตัวเมืองได้เลย ใกล้ตลาดโบราณ (Hostel 3 คืน ราคา เพียง 1,921  บาทเท่านั้นเอง ถูกมากกกก)

    DAY 2: วันนี้ขอพักผ่อนจากการเดินทาง ROAD TRIP DOlOMITE เลยนอนพักยาว ๆ จนเกือบเที่ยง แล้ว ค่อยออกจากที่พักหาร้านอาหารจีนทานข้าวเพื่อเติมพลัง จะบอกว่าถนนแถวที่พักร้านอาหารเอเชียเยอะมาก มีจีน เวียดนาม ญี่ปุ่น โดยเฉพาะร้านอาหารเวียดนามเยอะมากกก เลือกไม่ถูกเลยทีเดียว กดดูรีวิวแล้วเดินเข้าร้านอาหารจีน สั่งผัดหมูใส่ผักราดข้าว ซุปหนึ่งถ้วย โค้กหนึ่งกระป๋อง เป็นข้าวจานแรกในรอบ 1 สัปดาห์ ออกจากร้านอาหารก็เดินไปตลาดโบราณ Central Market Hall ห่างจากที่พักแค่ 400 เมตร ตลาดนี้ตั้งอยู่ในตึกโบราณขนาดใหญ่ เมื่อเข้าไปด้านในคือใหญ่มาก มีสองชั้น ด้านล่างส่วนใหญ่จะขายพวกผักผลไม้ ของสด มีผลไม้แปลก ๆ เยอะเลย อาหารเครื่องดื่ม น้ำ พริก มีของฝากด้วย ส่วนชั้นสองจะเป็นร้านอาหาร ร้านของฝาก เสื้อผ้า หมวก และสินค้าอื่นๆ เรียกได้ว่ามาที่เดียวครบทุกอย่างเลยทีเดียว มีร้านอาหารท้องถิ่นน่าลองหลายร้านแต่วันนี้ทานอาหารเช้ามาแล้วเลยแพลนว่าพรุ่งนี้ถึงจะมาทดลองทานอาหารเช้าที่นี้

    ออกจากตลาดก็เดินมาหยุดที่สะพานสีเขียว สะพานนี้มีชื่อว่า Liberty Bridge ซึ่งบริเวณสะพานนี้ จะสามารถมองเห็น สะพาน Erzsébet Bridge ได้ด้วย นอกจากนี้บนสะพานสีเขียวแห่งนี้ยังมีประติมากรรมจิ๋ว (mini bronze statue) ของจักรพรรดิ Franz Joseph นอนอยู่บนเปลญวน ที่ ซึ่งศิลปิน Mihály Kolodko ตั้งใจทำเพื่อเชื่อมโยงกับอดีตที่สะพานเคยใช้ชื่อ “Franz Joseph Bridge” สะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำดานูบที่เชื่อมระหว่างเมืองบูดา และเมืองเปสต์ บริเวณนี้นอกจากประติมากรรมจิ๋วแล้วตรงนี้ยังมีรถไฟสีเหลืองคลาสสิคสวย ๆ ผ่าน ทุกๆ 5 นาทีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าคงถูกใจสายถ่ายรูปรถไฟคลาสสิคกับสะพานแน่นอน เราใช้เวลาอยู่ที่นี้ถ่ายภาพซักพัก ก็เดินต่อ คิดไว้ว่าวันนี้จะล่องเรือชมวิว หลังจากนั้นก็จะขึ้นเขาไปจุดชมวิวชมวิวกลางคืนแล้วกลับที่พักก็พอ

    ออกจากสะพานเดินเลียบเม่น้ำดานูบมาฝั่งเปสต์ ก็จะเห็นอุโมงค์ ทางรถไฟสีคลาสสิค+ใบไม้เปลี่ยนสี สวย ๆ  เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ จนมาถึงบริเวณท่าเทียบเรือ มีท่าเทียบหลายท่าเลยทีเดียวที่เปิดบริการ แต่เราเลือกเรือโบราณ ที่ท่าเรือ Dock11 รอบ 14.30 น. ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง  ในการล่องเรือ เรือจะพาเราล่องไปตามแม่น้ำดานูบ (ย้อนกลับทางเดิมที่เดินมา ไป ถึง National Theatre แล้วก็วกกลับ แล้วล่องต่อไปถึง Margaret Island  วกกลับมายังท่าเรือ Dock 11 ) เมื่อลงจากเรือ เราก็เดินต่อไปยังสะพาน Erzsébet Bridge เพื่อข้ามสะพานไปฝั่งบูดา แล้วขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวแบบ พาโนรามา ของเมือง บูดาเปสต์นั้นเอง จุดชมวิวนี้คือ Citadel Lookout  เมื่อข้ามสะพานมาแล้วจะเห็น รูปปั้น นักบุญเกลแร์ต์ สีเขียวตั้งเด่นอยู่ ด้านหลังมี Colonnade อาคารเสาโค้ง ส่วนด้านหน้ามีน้ำตกจำลองสวยงาม ทางขึ้นเขาก็คือทางที่จะขึ้นไปรูปปั้นนั้นเอง เมื่อึงรูปปั้นแล้วจะมี ทางแยกสองทางสามารถขึ้นไปทางไหนก็ได้ก็จะไปบรรจบกันที่จุดชมวิว

    สำหรับจุดชมวิว Citadel Lookout ด้านบนสุดตอนนี้จะมีต้นไม้กิ่งไม้บังวิว ดังนั้นคนส่วนมาก จะมาอยู่ตรงจุดนั่งพัก จุดที่สอง ก่อนถึงลานด้านบน ( นับจากด้านบนลงมา) วันนี้พระอาทิตย์ตก ประมาณ 16.45 น. เรานั่งดูวิว ชมแสงสวย ๆ รถวิ่งไปมาด้านล่าง ภาพเรือล่องไปตามแม่น้ำดานูบสวยงามจริง ๆ  นั่งดูวิว ถ่ายภาพ จน ห้าโมงครึ่งคือฟ้ามืดสนิทแล้ว ไม่มีแสงพอให้ถ่ายภาพแล้วเลยเดินลงจากเขาลงมาจากเขา และข้ามสะพานกลับไปยังฝั่งเดิม เดินข้ามมาแล้วก็เดินตรงตามถนนไปจนถึงแยกไฟแดง จะเป็นถนน Petofi Sandor St ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นถนนช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยวเพราะนอกจากจะมีร้านอาหารทั้งสองข้างทางแล้วยังมีร้านขายเสื้อผ้า ร้านของฝาก ร้านไอศกรีม น้ำ ตลอดเส้นทาง เดินเล่นอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เดินกลับที่พัก วันนี้นอนเร็วหน่อย พรุ่งนี้จะตื่นแต่เช้าออกมาทดลองอาหารโลคอลของเมืองบูดาเปสต์ที่ตลาดโบราณ ส่วนเย็น ๆ จะไปนั่งชมวิวริมแม่น้ำดานูบ

    DAY 3 : วันนี้ออกจากที่พักเร็วหน่อยเพราะว่าจะไปทานอาหารโลคอลที่ชั้นสองของตลาดโบราณ เราเลือกที่นั่งริมทางเดินที่หน้าร้าน กะว่าจะนั่งมองวิวด้านล่างไปด้วย เลยเอาขาตั้งกล้องวางจองที่ไว้ (555+) เข้าไปต่อคิวจะซื้ออาหาร มองมาด้านนอก อ้าว! ขาตั้งหายไปไหนแล้ว รีบวางถาดอาหารเดินไปหาขา… ปรากฏว่าโต๊ะข้าง ๆ บอกว่าพนักงานของร้านเก็บให้เพราะกลัวหาย (พนักงานเดินเอาขา…มาให้พร้อมบอกว่า ยู ไม่ควรวางของไว้นะ เพราะมันจะหายให้ถือติดตัวไปด้วย…ขอบคุณค่ะนึกว่าหายเสีบแล้ว) กลับเข้าร้านไปใหม่ไปต่อคิวเพื่อสั่งอาหาร สำหรับการสั่งอาหารก็จะเหมือนร้านหลาย ๆ ร้านในยุโรป คือ ขั้นตอนแรก หยิบถาด แล้วเดินต่อคิว เลื่อนถาดไปเรื่อย ๆ จะมีตู้วางอาหารเรียงกันอยู่ พนักงาน จะอยู่ด้านหลัง  มีป้ายรูปอาหารห้อยลงมาจากด้านบน / เมนูที่เราจะสั่งอยู่ด้านบน เราก็บอกเขาหรือชี้ที่รูป เขาก็จะตักอาหารให้เรา แล้วเราก็เดินต่อแถวต่อไปจะมี น้ำเครื่องดื่ม ให้เลือก ตรงสุดปลายแถวจะมีพนักงานคิดเงิน เขาจะดูที่ถาดว่าเราซื้ออะไรบ้างคิดเงินแจ้งราคา จ่ายเงิน เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการซื้อ

    สำหรับเมนูที่จะสั่งตอนแรกก็คือเมนู ไส้กรอกโฮมเมด แต่พอถึงเวลาสั่งจริง ๆ กลับชี้ไปที่เมนูขาหมู 5555+ จะบอกว่าขาหมูคือชิ้นใหญ่มากกกก พยายามทานยังไงก็ไม่หมดซักที  

    โอเค ทานเสร็จเดินช้อปปิ้งซื้อของที่ระลึก และเช่นเคยของที่ระลึกที่ซื้อก็คือแม้กเน้ต ของแต่ละเมืองกับแต่ละประเทศที่ไปมา สำหรับราคาก็จะอยู่ที่ อันละ 1100 โฟริน หรือประมาณ 107 บาท ซื้อมาสามอันสบายใจว่ามาถึงบูดาเปสต์แล้ว ออกจากตลาดโบราณ วันนี้มีนัด จะไป Fisherman’s Bastion หรือป้อมปราการตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 รอบนี้เซฟแรงและเซฟขานิดหนึ่งเลย นั่งรถไฟไปลงที่สะพาน Erzsébet Bridge สะพานที่ไปจุดชมวิวเมื่อวาน เดินเล่นถ่ายรูปและเดินตามถนนไปเรื่อย ๆ เพื่อขึ้นไป Fisherman’s Bastion จะบอกว่ายิ่งเดินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ วิวก็สวยเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ตึกรามบ้านช่อง และใบไม้เปลี่ยนสี สีเหลืองแดงแซมสีเขียวสวยมาก กว่าจะถึงด้านบนก็ บ่ายพอดี ด้านบนสามารถมองเห็นวิว อาคารรัฐสภา และวิวเมืองจนไปเห็นบอลลูนสีแดงที่อยู่ไกล ๆ สุดลูกหูลูกตา เมืองหลวงประเทศฮํงการีเป็นเมืองที่สวย คลาสสิคมาก และแน่นอนเมื่อเป็นจุดชมวิวแลนด์มาร์ค คนก็จะเยอะเช่นกัน เลยแพลนไว้ว่าพรุ่งนี้จะมาเช้า ๆ เพื่อเก็บภาพตอนไม่ค่อยมีคน

    จึงเริ่มเดินออกจากจาก Fisherman’s Bastion เดินยาวมาจนถึง Buda Castle  บ่าย ๆ เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ประมาณ บ่ายสามโมงก่อนพระอาทิตย์ตก ก็เดินย้อนกลับไปเพื่อไปนั่งรอดู Hungarian Parliament Building ช่วงเวลาเปิดไฟ พร้อมเงาสวย ๆ ที่จะสะท้อนลงแม่น้ำดานูบ จะบอกว่า ที่นี้เป็นสวรรค์ของช่างภาพแน่นอน หลังพระอาทิตย์ตก ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็จะเห็น อาคารสวย ๆ  สะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำดานูป คู่กับแสงสวย ๆ ตั้งเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำมากมาย ชนิดที่เลือกไม่ถูกเลยทีเดียวว่าจะเก็บภาพแลนด์มาร์คไหนดีคู่กับแสงเช้าแสงเย็น  เดินไปเรื่อย ๆ ข้ามสะพานกลับมาจุดเดิมเมื่อวานนั่งรถไฟกลับที่พัก เพื่อไปเก็บกระเป๋าสำหรับเดินทางกลับไทยแลนด์บ้านเรา

    DAY 4 : วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อที่จะไป Fisherman’s Bastion อีกครั้ง ตอนที่ยังไม่มีคน วันนี้จะไม่นั่งรถไฟเหมือนเมื่อวาน เพราะเมื่อวานจากที่สังเกต Fisherman’s Bastion จะมีรถบัสขึ้นไปถึงตรงทางขึ้นเลยไม่ต้องเดินเนินเขา เมื่อมาถึง  Fisherman’s Bastion บรรยากาศตอนเช้า แตกต่างจากตอนเย็นมากเพราะแทบจะไม่มีคนเลย มี มาถ่ายพรีเวดดิ้งกัน 2-3 คู่ กับ นักท่องเที่ยวไม่ถึง 10 คน เดินเลนถ่ายภาพซักพัก ก็ถึงเวลา กลับที่พัก เพื่อที่จะเดินทางไปสนามบิน เพื่อเดินทางกลับบ้านเรา รอบนี้บิน 4 ไฟลท์ ยาว ๆ ไป กับสายการบิน Wizz และ เอมิเรตส์ คนเดิมคนดี (Budapest – Milan,Milan– Dubia ,Dubia-Bkk ,Bkk-Roiet) เจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

    คลิกชมภาพฉบับเต็มค่ะ

    #Budapest #ใบไม้เปลี่ยนสี # #flyjoytravel #Somewherejourney #Hungary

    Loading