เที่ยวบูดาเปสต์ 3 คืน 3 วัน

ทริปนี้มีเวลา 2 วันครึ่ง ในการสำรวจเมือง Budapest ประเทศฮังการี ด้วยภาพจำสมัยที่ยังแบกขาตั้งกล้องถ่ายภาพรอแสงเช้าแสงเย็น จำได้ว่าเป็นเมืองที่มีตึกสวย ๆ ตั้งอยู่ริมน้ำ และสะพานพร้อมแสง ยามค่ำคืน ทำให้ตั้ง Budapest ไว้เป็นหนึ่งในลิสต์ของตัวเองที่อยากจะเดินทางมาเห็นซักครั้ง หลายปีผ่านไป ตอนนี้เลิกแบกขาตั้งกล้องหนัก ๆ และเลิกสะพายกล้องตัวโตแล้ว คงเหลือไว้เพียงมิลเลอเลสตัวเล็ก กับมือถือ เท่านั้นเอง แต่ แต่ แต่ครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่เจอตั๋วถูกแสนถูก ไป-กลับ มิลาน-ฮังการี พร้อมน้ำหนักกระเป๋า เพียง 3,620 บาท เท่านั้น จึงได้เวลาไปตามหาแสงสวยๆ ของภาพจำเมื่อหลายปีก่อน

ทริปนี้นอกจากจองตั๋วกับที่พักแล้วก็ไม่ได้แพลนหรือวางแผนอะไรล่วงหน้าเลย มาค้นหาวิธีเข้าเมืองกับจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่สนามบินมิลานก่อนบินไปเมือง Budapest นั้นเอง หลังจากส่งสมาชิก Road trip Dolomite ขึ้นเครื่อง ก็นั่งดูข้อมูลการเดินทางต่าง ๆ ของBudapest ในระหว่างรอขึ้นเครื่อง
เนื่องจากมาถึงสนามบินมิลานตั้งแต่ 11 โมงเช้า แต่ไฟลท์บินไปบูดาเปสต์ ออก 21.45 น. ทำให้มีเวลาค่อนข้างมากในการหาข้อมูล เป้าหมายไม่มีอะไรมากคือเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ไม่รีบเร่งและ ต้องเหนื่อยมากนัก
หลังจากนั่งแพลน ระหว่างรอที่สนามบินก็ได้โปรแกรมคร่าว ๆ และเริ่มต้นเดินทาง….

DAY 1 : ถึงสนามบิน Badapest 23.25 น. รับกระเป๋าเดินออกจากประตูจะเห็นป้าย รถ นั่งรถเข้าเมือง (รถสาย 100 E  BKK busz ลงป้ายแรก แล้วเดินต่อไปยังที่พักประมาณ 600 เมตร ) เราพักที่ Maverick Central Market ทั้ง 3 คืน ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวในตัวเมืองได้เลย ใกล้ตลาดโบราณ (Hostel 3 คืน ราคา เพียง 1,921  บาทเท่านั้นเอง ถูกมากกกก)

DAY 2: วันนี้ขอพักผ่อนจากการเดินทาง ROAD TRIP DOlOMITE เลยนอนพักยาว ๆ จนเกือบเที่ยง แล้ว ค่อยออกจากที่พักหาร้านอาหารจีนทานข้าวเพื่อเติมพลัง จะบอกว่าถนนแถวที่พักร้านอาหารเอเชียเยอะมาก มีจีน เวียดนาม ญี่ปุ่น โดยเฉพาะร้านอาหารเวียดนามเยอะมากกก เลือกไม่ถูกเลยทีเดียว กดดูรีวิวแล้วเดินเข้าร้านอาหารจีน สั่งผัดหมูใส่ผักราดข้าว ซุปหนึ่งถ้วย โค้กหนึ่งกระป๋อง เป็นข้าวจานแรกในรอบ 1 สัปดาห์ ออกจากร้านอาหารก็เดินไปตลาดโบราณ Central Market Hall ห่างจากที่พักแค่ 400 เมตร ตลาดนี้ตั้งอยู่ในตึกโบราณขนาดใหญ่ เมื่อเข้าไปด้านในคือใหญ่มาก มีสองชั้น ด้านล่างส่วนใหญ่จะขายพวกผักผลไม้ ของสด มีผลไม้แปลก ๆ เยอะเลย อาหารเครื่องดื่ม น้ำ พริก มีของฝากด้วย ส่วนชั้นสองจะเป็นร้านอาหาร ร้านของฝาก เสื้อผ้า หมวก และสินค้าอื่นๆ เรียกได้ว่ามาที่เดียวครบทุกอย่างเลยทีเดียว มีร้านอาหารท้องถิ่นน่าลองหลายร้านแต่วันนี้ทานอาหารเช้ามาแล้วเลยแพลนว่าพรุ่งนี้ถึงจะมาทดลองทานอาหารเช้าที่นี้

ออกจากตลาดก็เดินมาหยุดที่สะพานสีเขียว สะพานนี้มีชื่อว่า Liberty Bridge ซึ่งบริเวณสะพานนี้ จะสามารถมองเห็น สะพาน Erzsébet Bridge ได้ด้วย นอกจากนี้บนสะพานสีเขียวแห่งนี้ยังมีประติมากรรมจิ๋ว (mini bronze statue) ของจักรพรรดิ Franz Joseph นอนอยู่บนเปลญวน ที่ ซึ่งศิลปิน Mihály Kolodko ตั้งใจทำเพื่อเชื่อมโยงกับอดีตที่สะพานเคยใช้ชื่อ “Franz Joseph Bridge” สะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำดานูบที่เชื่อมระหว่างเมืองบูดา และเมืองเปสต์ บริเวณนี้นอกจากประติมากรรมจิ๋วแล้วตรงนี้ยังมีรถไฟสีเหลืองคลาสสิคสวย ๆ ผ่าน ทุกๆ 5 นาทีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าคงถูกใจสายถ่ายรูปรถไฟคลาสสิคกับสะพานแน่นอน เราใช้เวลาอยู่ที่นี้ถ่ายภาพซักพัก ก็เดินต่อ คิดไว้ว่าวันนี้จะล่องเรือชมวิว หลังจากนั้นก็จะขึ้นเขาไปจุดชมวิวชมวิวกลางคืนแล้วกลับที่พักก็พอ

ออกจากสะพานเดินเลียบเม่น้ำดานูบมาฝั่งเปสต์ ก็จะเห็นอุโมงค์ ทางรถไฟสีคลาสสิค+ใบไม้เปลี่ยนสี สวย ๆ  เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ จนมาถึงบริเวณท่าเทียบเรือ มีท่าเทียบหลายท่าเลยทีเดียวที่เปิดบริการ แต่เราเลือกเรือโบราณ ที่ท่าเรือ Dock11 รอบ 14.30 น. ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง  ในการล่องเรือ เรือจะพาเราล่องไปตามแม่น้ำดานูบ (ย้อนกลับทางเดิมที่เดินมา ไป ถึง National Theatre แล้วก็วกกลับ แล้วล่องต่อไปถึง Margaret Island  วกกลับมายังท่าเรือ Dock 11 ) เมื่อลงจากเรือ เราก็เดินต่อไปยังสะพาน Erzsébet Bridge เพื่อข้ามสะพานไปฝั่งบูดา แล้วขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวแบบ พาโนรามา ของเมือง บูดาเปสต์นั้นเอง จุดชมวิวนี้คือ Citadel Lookout  เมื่อข้ามสะพานมาแล้วจะเห็น รูปปั้น นักบุญเกลแร์ต์ สีเขียวตั้งเด่นอยู่ ด้านหลังมี Colonnade อาคารเสาโค้ง ส่วนด้านหน้ามีน้ำตกจำลองสวยงาม ทางขึ้นเขาก็คือทางที่จะขึ้นไปรูปปั้นนั้นเอง เมื่อึงรูปปั้นแล้วจะมี ทางแยกสองทางสามารถขึ้นไปทางไหนก็ได้ก็จะไปบรรจบกันที่จุดชมวิว

สำหรับจุดชมวิว Citadel Lookout ด้านบนสุดตอนนี้จะมีต้นไม้กิ่งไม้บังวิว ดังนั้นคนส่วนมาก จะมาอยู่ตรงจุดนั่งพัก จุดที่สอง ก่อนถึงลานด้านบน ( นับจากด้านบนลงมา) วันนี้พระอาทิตย์ตก ประมาณ 16.45 น. เรานั่งดูวิว ชมแสงสวย ๆ รถวิ่งไปมาด้านล่าง ภาพเรือล่องไปตามแม่น้ำดานูบสวยงามจริง ๆ  นั่งดูวิว ถ่ายภาพ จน ห้าโมงครึ่งคือฟ้ามืดสนิทแล้ว ไม่มีแสงพอให้ถ่ายภาพแล้วเลยเดินลงจากเขาลงมาจากเขา และข้ามสะพานกลับไปยังฝั่งเดิม เดินข้ามมาแล้วก็เดินตรงตามถนนไปจนถึงแยกไฟแดง จะเป็นถนน Petofi Sandor St ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นถนนช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยวเพราะนอกจากจะมีร้านอาหารทั้งสองข้างทางแล้วยังมีร้านขายเสื้อผ้า ร้านของฝาก ร้านไอศกรีม น้ำ ตลอดเส้นทาง เดินเล่นอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เดินกลับที่พัก วันนี้นอนเร็วหน่อย พรุ่งนี้จะตื่นแต่เช้าออกมาทดลองอาหารโลคอลของเมืองบูดาเปสต์ที่ตลาดโบราณ ส่วนเย็น ๆ จะไปนั่งชมวิวริมแม่น้ำดานูบ

DAY 3 : วันนี้ออกจากที่พักเร็วหน่อยเพราะว่าจะไปทานอาหารโลคอลที่ชั้นสองของตลาดโบราณ เราเลือกที่นั่งริมทางเดินที่หน้าร้าน กะว่าจะนั่งมองวิวด้านล่างไปด้วย เลยเอาขาตั้งกล้องวางจองที่ไว้ (555+) เข้าไปต่อคิวจะซื้ออาหาร มองมาด้านนอก อ้าว! ขาตั้งหายไปไหนแล้ว รีบวางถาดอาหารเดินไปหาขา… ปรากฏว่าโต๊ะข้าง ๆ บอกว่าพนักงานของร้านเก็บให้เพราะกลัวหาย (พนักงานเดินเอาขา…มาให้พร้อมบอกว่า ยู ไม่ควรวางของไว้นะ เพราะมันจะหายให้ถือติดตัวไปด้วย…ขอบคุณค่ะนึกว่าหายเสีบแล้ว) กลับเข้าร้านไปใหม่ไปต่อคิวเพื่อสั่งอาหาร สำหรับการสั่งอาหารก็จะเหมือนร้านหลาย ๆ ร้านในยุโรป คือ ขั้นตอนแรก หยิบถาด แล้วเดินต่อคิว เลื่อนถาดไปเรื่อย ๆ จะมีตู้วางอาหารเรียงกันอยู่ พนักงาน จะอยู่ด้านหลัง  มีป้ายรูปอาหารห้อยลงมาจากด้านบน / เมนูที่เราจะสั่งอยู่ด้านบน เราก็บอกเขาหรือชี้ที่รูป เขาก็จะตักอาหารให้เรา แล้วเราก็เดินต่อแถวต่อไปจะมี น้ำเครื่องดื่ม ให้เลือก ตรงสุดปลายแถวจะมีพนักงานคิดเงิน เขาจะดูที่ถาดว่าเราซื้ออะไรบ้างคิดเงินแจ้งราคา จ่ายเงิน เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการซื้อ

สำหรับเมนูที่จะสั่งตอนแรกก็คือเมนู ไส้กรอกโฮมเมด แต่พอถึงเวลาสั่งจริง ๆ กลับชี้ไปที่เมนูขาหมู 5555+ จะบอกว่าขาหมูคือชิ้นใหญ่มากกกก พยายามทานยังไงก็ไม่หมดซักที  

โอเค ทานเสร็จเดินช้อปปิ้งซื้อของที่ระลึก และเช่นเคยของที่ระลึกที่ซื้อก็คือแม้กเน้ต ของแต่ละเมืองกับแต่ละประเทศที่ไปมา สำหรับราคาก็จะอยู่ที่ อันละ 1100 โฟริน หรือประมาณ 107 บาท ซื้อมาสามอันสบายใจว่ามาถึงบูดาเปสต์แล้ว ออกจากตลาดโบราณ วันนี้มีนัด จะไป Fisherman’s Bastion หรือป้อมปราการตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 รอบนี้เซฟแรงและเซฟขานิดหนึ่งเลย นั่งรถไฟไปลงที่สะพาน Erzsébet Bridge สะพานที่ไปจุดชมวิวเมื่อวาน เดินเล่นถ่ายรูปและเดินตามถนนไปเรื่อย ๆ เพื่อขึ้นไป Fisherman’s Bastion จะบอกว่ายิ่งเดินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ วิวก็สวยเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ตึกรามบ้านช่อง และใบไม้เปลี่ยนสี สีเหลืองแดงแซมสีเขียวสวยมาก กว่าจะถึงด้านบนก็ บ่ายพอดี ด้านบนสามารถมองเห็นวิว อาคารรัฐสภา และวิวเมืองจนไปเห็นบอลลูนสีแดงที่อยู่ไกล ๆ สุดลูกหูลูกตา เมืองหลวงประเทศฮํงการีเป็นเมืองที่สวย คลาสสิคมาก และแน่นอนเมื่อเป็นจุดชมวิวแลนด์มาร์ค คนก็จะเยอะเช่นกัน เลยแพลนไว้ว่าพรุ่งนี้จะมาเช้า ๆ เพื่อเก็บภาพตอนไม่ค่อยมีคน

จึงเริ่มเดินออกจากจาก Fisherman’s Bastion เดินยาวมาจนถึง Buda Castle  บ่าย ๆ เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ประมาณ บ่ายสามโมงก่อนพระอาทิตย์ตก ก็เดินย้อนกลับไปเพื่อไปนั่งรอดู Hungarian Parliament Building ช่วงเวลาเปิดไฟ พร้อมเงาสวย ๆ ที่จะสะท้อนลงแม่น้ำดานูบ จะบอกว่า ที่นี้เป็นสวรรค์ของช่างภาพแน่นอน หลังพระอาทิตย์ตก ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็จะเห็น อาคารสวย ๆ  สะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำดานูป คู่กับแสงสวย ๆ ตั้งเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำมากมาย ชนิดที่เลือกไม่ถูกเลยทีเดียวว่าจะเก็บภาพแลนด์มาร์คไหนดีคู่กับแสงเช้าแสงเย็น  เดินไปเรื่อย ๆ ข้ามสะพานกลับมาจุดเดิมเมื่อวานนั่งรถไฟกลับที่พัก เพื่อไปเก็บกระเป๋าสำหรับเดินทางกลับไทยแลนด์บ้านเรา

DAY 4 : วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อที่จะไป Fisherman’s Bastion อีกครั้ง ตอนที่ยังไม่มีคน วันนี้จะไม่นั่งรถไฟเหมือนเมื่อวาน เพราะเมื่อวานจากที่สังเกต Fisherman’s Bastion จะมีรถบัสขึ้นไปถึงตรงทางขึ้นเลยไม่ต้องเดินเนินเขา เมื่อมาถึง  Fisherman’s Bastion บรรยากาศตอนเช้า แตกต่างจากตอนเย็นมากเพราะแทบจะไม่มีคนเลย มี มาถ่ายพรีเวดดิ้งกัน 2-3 คู่ กับ นักท่องเที่ยวไม่ถึง 10 คน เดินเลนถ่ายภาพซักพัก ก็ถึงเวลา กลับที่พัก เพื่อที่จะเดินทางไปสนามบิน เพื่อเดินทางกลับบ้านเรา รอบนี้บิน 4 ไฟลท์ ยาว ๆ ไป กับสายการบิน Wizz และ เอมิเรตส์ คนเดิมคนดี (Budapest – Milan,Milan– Dubia ,Dubia-Bkk ,Bkk-Roiet) เจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

คลิกชมภาพฉบับเต็มค่ะ

#Budapest #ใบไม้เปลี่ยนสี # #flyjoytravel #Somewherejourney #Hungary

Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *